H0ME | F0NTL0ADS | F0NTICLES | F0RUM | AB0UT 20 มกราคม 2548 โดย ไอ้แอนนนนน

ต้องบอกก่อนนะครับว่าบทความชิ้นนี้ผมไม่ได้เขียนเอง แต่คัดลอกมาจากเว็บไซต์ Freemac.net ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของการสร้างเว็บนี้ขึ้นมาด้วยล่ะ ผมเห็นว่าเรื่องแบบนี้ยังเป็นที่สงสัยของผู้ใช้อีกมาก เลยต้องถือวิสาสะนำเรื่องนี้มาประกาศไว้ในวงกว้างซะเลย (หวังว่าท่านเจ้าของบทความคงดีใจและอนุญาตครับ) ..ต้องขอขอบคุณคุณ PSK_Type ผู้นำมาเผยแพร่ และ นายฝากคิด ช่วยพิจจารณา เจ้าของบทความครับ (ชื่อเค้าสะกดยังงี้จริงๆ นะ)

 

(บทความที่ 1 ไม่มีชื่อเรื่อง)

เรียน ท่านผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกท่านด้วยความเคารพ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เกี่ยวด้วยข้อเท็จจริงบางประการ ซึ่งเป็นมุมมองที่ท่านอาจยังมองไม่เห็น หรืออาจคาดไม่ถึง ดังนั้นจึงใคร่ขอความกรุณาทุกท่านอ่านเรื่องนี้จนจบ และด้วยความรู้สึกที่เป็นกลาง เนื่องด้วยผมนำเสนอทุกข้อมูลด้วยความเป็นกลาง

ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเคยสงสัยว่าฟอนต์ เค้าทำกันอย่างไร ยากเย็นแค่ไหน ควรหรือไม่ที่จะมีลิขสิทธิ์ สำหรับบางท่านที่เคยทำคงทราบอยู่แล้วว่ายากเย็นเพียงใด (ขึ้นอยู่กับความชำนาญ และทักษะในการใช้โปรแกรม) สุดท้ายพอ Generate เป็น Font file แล้ว ปรากฎว่า เป็นสี่เหลี่ยมบ้าง พิมพ์ไม่ออกบ้าง บางคนเป็นภาษาต่างดาวไปเลยก็มี (Generate เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการทำ Font file) งานสร้างสรรค์ฟอนต์นั้นเป็นงานที่ไม่ใช่เพียงแค่การออกแบบลงบนกระดาษด้วยดินสอเท่านั้น แต่หมายรวมถึงงาน computerize ด้วย กล่าวคือการใส่ค่าคำสั่งต่างๆ มากมายในการกำหนดรูปลักษณ์, ช่องไฟ, ช่องไฟพิเศษ, การกำหนดค่าความสูงต่ำของตัวอักษร, ความห่างของแต่ละบรรทัด, ความห่างและความหนาของเส้นอันเดอร์ลาย, ค่า EM Unit, ค่าความเอียงของตัวอักษร การเข้ารหัสตามมาตรฐานอุตสาหกรรม รวมถึงการตั้งค่าต่างๆ อีกมากมาย ซึ่ง แต่ละคำสั่งนั้นต้องมีความสัมพันธ์กันทั้งสิ้น เพราะหากมีส่วนหนึ่งส่วนใดของชุดคำสั่งไม่ประสานสอดคล้องกันแล้ว การแสดงผลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ รวมถึงการแสดงผลทางเครื่องพิมพ์ก็จะแสดงผลคลาดเคลื่อน ผิดเพี้ยนไป หรืออาจถึงขั้นไม่สามารถใช้งานได้

ภาษาไทยเป็นสมบัติของชาติ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีผู้ใดสามารถอ้างเป็นเจ้าของสิทธิ์ได้ ข้อนี้เป็นเรื่องจริงที่เราต้องยอมรับ คงจะปฏิเสธไม่ได้
.. แต่ "ฟอนต์ และภาษาไทยเป็นคนละอย่างกัน"

ในที่นี้ผู้เขียน ขอยกตัวอย่างหนึ่งพอให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น .. ปราสาทหินพิมาย เป็นสมบัติของชาติ ใครจะอ้างเป็นเจ้าของสิทธิ์ไม่ได้
แต่ภาพเขียนซึ่งศิลปินได้เขียนขึ้นไว้ ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ผลงาน ผ่านปลายพู่กันลงบนผืนผ้าใบนั้นด้วยความบรรจง รังสรรค์ ถ่ายทอดจิตวิญญาณลงไปบนภาพเขียนนั้น จนแล้วเสร็จ ผู้เขียนสามารถอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของภาพเขียนนั้นได้ (ภาพเขียนถือเป็นงานศิลปกรรม สามารถจดแจ้งลิขสิทธิ์ได้ ใครจะนำภาพนั้นมาลงตีพิมพ์โดยไม่ได้รับอนุญาตฺจากเจ้าของสิทธิ์ ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์) ตรงจุดต่างนี้นี่เองคือ ผู้เขียนภาพไม่ได้อ้างสิทธิ์การเป็นเจ้าของปราสาทหินพิมาย แต่ผู้เขียนภาพ อ้างสิทธิ์ในผลงานภาพเขียนที่เขาได้วาดไว้ ในทางเดียวกัน ผู้พัฒนา Font file ไม่ได้อ้างสิทธิ์การเป็นเจ้าของภาษาไทย แต่เขาอ้างสิทธิ์ในการเป็นผู้สร้างสรรค์ Font file นั้นๆ

อีกประการหนึ่ง ถ้าหาก Font file นั้นสร้างสรรค์กันง่ายๆ เหมือนอย่างที่ผู้ใหญ่บางท่านให้ความเห็นไว้ ว่างานสร้างสรรค์ประเภทนี้ ไม่สร้างสรรค์เพียงพอที่จะอ้างสิทธิ์ได้ ป่านนี้คงมีการทำ Font file แจกจ่ายกันอย่างแพร่หลาย แต่ในทางกลับกัน กลับมีผู้พัฒนา Font file ในประเทศไทยน้อยมาก

เท่าที่เราพอทราบ ฟอนต์ ภาษาไทยมีผู้สร้างสรรค์พัฒนาอยู่เพียง 7 ค่ายเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเหลือเพียง 1 ค่ายเท่านั้น ที่ยังสร้างสรรค์งานออกเผยแพร่ต่อสาธารณะชน คือค่าย PSL (ไม่รวมถึงผู้ที่สร้างสรรค์และใช้งานกันเฉพาะในกลุ่มโดยไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณชน) กล่าวคือ

1. ค่าย DB ผู้ถือลิขสิทธิ์ คือ บริษัท เดียร์บุ๊ค จำกัด
2. ค่าย DS ผู้ถือลิขสิทธิ์ คือ คุณดุสิต สุภาสวัสดิ์
3. ค่าย JS ผู้ถือลิขสิทธิ์ คือ บริษัท เจ เอส เทคโนโลยี จำกัด/บริษัท 315 จำกัด
4. ค่าย PSL ผู้ถือลิขสิทธิ์ คือ บริษัท พี เอส แอล สมาร์ทเล็ตเตอร์ จำกัด
5. ค่าย SV ผู้ถือลิขสิทธิ์ คือ บริษัท สหวิริยา จำกัด
6. ค่าย TS ผู้ถือลิขสิทธิ์ คือ บริษัท ไทยซอฟท์ จำกัด
7. ค่าย UPC ผู้ถือลิขสิทธิ์ คือ บริษัท ยูนิตี้ โปรเกรส จำกัด
(จัดเรียงตามลำดับตัวอักษร)

ในปัจจุบันนี้เราจะพบว่า Font file ของค่าย SV และ TS ได้หายไปแล้วจากคอมพิวเตอร์ (บางท่านอาจไม่เคยทราบเลยด้วยซ้ำไป ว่ามีฟอนต์ในตระกูลดังกล่าวอยู่ด้วย) เหตุผลที่ Font file ดังกล่าวนี้ได้หายไปจากคอมพิวเตอร์ สืบเนื่องจากผู้พัฒนา Font file ในค่ายดังกล่าวไม่ได้พัฒนาให้ Font file ของตนสามารถใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการใหม่ๆ (OS) ได้

Font file จากค่ายดังกล่าวสามารถใช้ได้บน Windows 3.1 และ Windows 95 เท่านั้น ซึ่งปัจจุบัน OS นี้ไม่เป็นที่นิยมเท่าใดนัก เนื่องจากไม่สามารถรองรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ออกมาใหม่ๆได้ ทำให้ Font file ดังกล่าวได้ค่อยๆเลือนหายไปกับกาลเวลา ทั้งที่แท้แล้ว Font file จากค่ายเหล่านี้ ก็มีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน และต่างก็มีความงดงามไม่แพ้ Font file จากค่ายอื่นๆ เหตุนี้เองทำให้เราสังเกตเห็นว่า Font file นั้นจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะสามารถใช้งานได้บน ระบบปฏิบัติการตัวใหม่ๆ หรือบนโปรแกรมตัวใหม่ๆ

ขอเรานึกภาพ หากอีก 4-5 ปีข้างหน้า มี OS ใหม่ๆออกมา มีโปรแกรมใหม่ๆ ที่น่าใช้ มีลูกเล่นต่างๆ มากมาย แต่กลับไม่สามารถใช้ภาษาไทยบนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ เราคงไม่ต่างจากบางประเทศ ที่ไม่สามารถใช้ภาษาประจำชาติของตนบนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้

หาก Font file ไร้ซึ่งลิขสิทธิ์แล้ว ผู้พัฒนา Font file จากค่ายต่างๆ คงหมดกำลังใจที่จะพัฒนาต่อไป เพราะการทุ่มเท ทั้งแรงกาย แรงใจ สมอง ความคิด สติปัญญา สายตา เวลา รวมถึงทุนทรัพย์ทางด้าน ฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์นั้น มันยุติธรรมแล้วหรือหากผลงานของพวกเขาที่สร้างสรรค์ด้วยความทุ่มเทนั้น .."ไม่มีลิขสิทธิ์คุ้มครอง"

ด้วยความเคารพอย่างสูง
นายฝากคิด ช่วยพิจจารณา

 
 
แปลกแต่จริง เกิดขึ้นแล้ว ที่....ประเทศไทย
หากพวกเรายังจำได้ ประมาณเดือนเมษายนปี 2002 ได้เกิดปัญหาที่กล่าวขวัญกันมากที่สุดในเวลานั้น สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการออกแบบ นั่นคือการที่ บริษัท พี เอส แอล ออกมาเรียกร้องถึงสิทธิที่เขาถูกละเมิดมาเป็นเวลานาน

ในขณะนั้น ผู้ทรงคุณวุฒิในวงการการออกแบบตัวพิมพ์หลายท่าน ออกมาให้ความเห็น ในแง่มุมต่างๆ กันไป ภายใต้การต่อต้าน คัดค้านอย่างหนักจากร้านพิมพ์และโรงพิมพ์ ว่าการกระทำดังกล่าวนั้นรุนแรงเกินไป ตั้งแต่ไล่ยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ จนถึงบางคนต้องเข้าไปนอนในตาราง บาดแผลครั้งนั้นยังฝังใจทุกคนมาตราบเท่าทุกวันนี้

ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงเล็ดลอดมาจากทางฝั่ง บริษัท พี เอส แอล ว่า นั่นไม่ใช่เจตนาของเขา ในการที่จะทำให้ผู้ประกอบการร้านพิมพ์ หรือโรงพิมพ์ ต้องเดือดร้อนกับสิ่งที่บริษัทฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหว เขาบอกว่า บริษัทฯ ต้องการเพียงเพื่อจะให้ทุกคนเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน และบริษัทฯ จะสามารถแก้ปัญหา และให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้ตัวพิมพ์ในชุดของบริษัทฯ นัยว่าเพียงเพื่อต้องการทราบฐานข้อมูลลูกค้าเท่านั้น หากแต่สำนักงานทนายความที่ บริษัทฯ พี เอส แอล เลือกใช้บริการนั้น ไม่ได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของบริษัท พี เอส แอล ทำให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ระหว่าง บริษัทฯ และผู้ใช้แบบตัวพิมพ์ในชุดดังกล่าว บ้างว่ากระทำเกินเหตุ บ้างว่าเป็นเหมือนโจรฯ ทั้งนี้ก็สุดแท้แต่ผู้ที่ประสบเหตุ ว่ารุนแรงขนาดไหน โหดร้ายเพียงใด นั่นก็เป็นกรณีพิพาท ถึงขั้นขึ้นโรง ขึ้นศาล (ด้วยความเคารพ ตรงนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่และดุลยพินิจของศาล)

แต่ในขณะนั้น ได้มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ ได้ออกมาประกาศแก่สาธารณะชนว่า "ฟอนต์ ไม่มีลิขสิทธิ์" ผมพอจะเข้าใจในความปรารถนาดีของท่าน นัยว่าจะได้ยุติปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ในทางกลับกัน ท่านกลับทำให้ปัญหาดังกล่าวรุนแรงขึ้น และสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ (จะใช้คำว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ นั้นจะเหมาะสมกับเหตุการณ์นี้หรือไม่ แต่ก็เป็นคำที่ดีที่สุดในเวลานี้ที่จะหยิบมาใช้ได้) เพราะนั่นได้นำความสับสนเป็นอย่างมากมาสู่สังคม

และในที่สุด ท่านผู้ใหญ่ท่านนั้น ได้เป็นผู้สร้างกระแสให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่ใช้ชุดตัวพิมพ์ของ บริษัท พี เอส แอล ละเมิดสิทธิ์ในแบบตัวพิมพ์ชุดดังกล่าวมากขึ้น และลุกลามไปอย่างรวดเร็ว จนในปัจจุบันนี้ได้ส่งผลให้ชุดตัวพิมพ์ในตระกูลอื่นไร้ซึ่งลิขสิทธิ์ไปด้วย ที่แท้แล้วในขณะนั้น หากท่านจะแก้ใขปัญหาให้ตรงจุด ควรเรียกทุกฝ่ายมาพูดคุยกัน และรับรู้ทุกข้อมูลด้วยความเป็นกลาง แล้วหาข้อสรุปที่ถูกต้อง แต่ท่านกลับออกมาพูดโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัว ไม่ได้ใช้ข้อมูลในเชิงวิชาการ

และการที่ท่านบอกว่า รูปแบบตัวอักษรไทยนั้นเป็นสมบัติของชาติ หาใช่ของผู้หนึ่งผู้ใดไม่ เพียงแค่การที่ผู้สร้างสรรค์นั้นนำรูปแบบที่เป็นสมบัติของชาติมาดัดแปลง ให้เส้นโค้งบ้าง หรือแอ่นบ้างนั้น ไม่ถือเป็นการสร้างสรรค์ ฉะนั้นจึงไม่ควรมีลิขสิทธิ์ ถ้าจะนำข้อนี้มาพิจารณาให้ถ้วนถี่แล้ว เป็นเรื่องที่น่าขันมาก เพราะการที่ท่านบอกว่าการนำรูปแบบอักษรไทยซึ่งเป็นสมบัติชาติมาดัดแปลงไม่ก่อให้เกิดลิขสิทธิ์ ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด การที่ศิลปินวาดภาพเหมือนที่เป็นภาพธรรมชาติ เช่น ภูเขา น้ำตก หรือสิ่งอื่นใดอันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ภาพเขียนนั้นก็ไม่ควรจะมีลิขสิทธิ์ไปด้วย เพราะต้นแบบของภาพเหล่านั้นยิ่งกว่าสมบัติของชาติเสียอีก เพราะนั่นเป็นสมบัติของมวลมนุษยชาติ ของคนทั้งโลก (ด้วยความเคารพ ที่ยกตัวอย่างแบบนี้เพียงเพื่อต้องการให้เห็นภาพชัดขึ้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาจะลบหลู่ศิลปินท่านใดๆ)

วันนี้คงฝากประเด็นไว้ให้ช่วยคิดต่อกันเท่านี้ และวันหน้าผมจะมาพูดถึงในแง่ของกฏหมายกันบ้าง ว่าฟอนต์ในทางกฏหมายแล้วควรจัดอยู่ในการคุ้มครองในประเภทใด

ด้วยความเคารพอย่างสูง
นายฝากคิด ช่วยพิจจารณา


 
 
น้ำ กับ ฟอนต์ ความเหมือนในมิติที่แตกต่าง...

สวัสดีครับ กระผมนายฝากคิด ช่วยพิจจารณา

สืบเนื่องจากวันก่อนที่ผมได้เกริ่น เอาไว้ว่ามาคราวนี้จะหยิบในแง่ของกฏหมายมาพูดกันบ้าง แต่มานั่งคิดทบทวนอีกทีแล้ว เห็นว่าถ้าจะมาพูดกันในแง่ของกฏหมายในเวลานี้ อาจจะเร็วไปสักนิด สำหรับผู้ที่ยังไม่มีความเข้าใจในระดับพื้นฐาน จึงคิดว่าน่าจะเล่าเรื่องราวบางอย่างในเชิงเปรียบเทียบ ที่พอจะทำให้ผู้ที่ยังมองภาพไม่ออกว่า "ฟอนต์" คืออะไร "เป็นสมบัติของชาติหรือเปล่า" บางคนอาจบอกว่า "เป็นการเอาสมบัติของชาติมาถือครอง" บ้างว่า "เป็นการหากินกับสมบัติของชาติ" ฯลฯ และยังมีอีกมากมายในหลากหลายแง่คิดของแต่ละบุคคล ซึ่งกระผมให้ความเคารพในทุกๆ ความคิดเห็นนะครับ เพราะความคิดเห็นของแต่ละท่านนั้น คงจะให้กระผมไป ชี้ถูก ชี้ผิดนั้นคงเป็นไปไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามความคิดเห็นในสังคมประชาธิปไตยมักมี "ข้อขัดแย้ง" เสมอ

เกริ่นมาซะนานเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ว่า "น้ำ" กับ "ฟอนต์" นั้นเหมือน และต่างกันอย่างไร ถ้าอยากรู้ตามผมมาเลยครับ

เช้าวันจันทร์ อากาศแจ่มใส วันนี้คุณลาหยุดงานกะว่าจะไปต่างจังหวัด
"ติ๊งต่อง" "ติ๊งต่อง"มีเสียงคนกดกริ่งที่หน้าบ้านคุณ ..
"เก็บค่าน้ำประปาครับ"
เสียงตะโกนดังขึ้นจากภายนอก หลังจากชายผู้นั้นไม่เห็นปฏิกิริยาตอบโต้จากภายในบ้าน

ที่ผมต้องเล่ามาเป็นเนื้อเรื่องแบบนี้ ที่พอจะทำให้คุณเห็นภาพบ้าง เอาหละครับ ลองคิดตามผมนะครับ
คุณเคยคิดไหมว่าอยู่ดีๆ การประปามาเก็บค่าน้ำคุณได้อย่างไร?
น้ำเป็นของใคร?
การประปาสังเคราะห์น้ำขึ้นมาเองใช่หรือไม่?
ถ้าไม่ใช่แล้วจะมาเก็บเงินกับเราได้อย่างไร?

น้ำเป็นยิ่งกว่าสมบัติของชาติ
เพราะน้ำเป็นของที่มีอยู่โดยธรรมชาติ ใครจะมาอ้างสิทธิ์ว่าเป็นเจ้าของน้ำคงไม่ได้ แล้วทีนี้เราจะเรียกการที่การประปามาเก็บสตางค์เราว่าค่าอะไร

แล้วคุณเองเคยคิดแบบนี้บ้างไหมว่า จะเก็บค่าน้ำเราได้ยังไง ก็น้ำนั่นมันเป็นสมบัติของมนุษยชาตินะ เป็นของที่ธรรมชาติสร้างขึ้น
คุณจะมาเก็บเงินเราได้อย่างไร?

แน่นอน คุณคงไม่คิดอย่างนั้นแน่ แท้จริงแล้วหากเราจะเรียกให้ถูกต้องน่าจะเรียกว่า "ค่าบริหารจัดการ" มากกว่า การที่การประปามาเก็บเงินเรานั้น ก็เนื่องมาจากว่าการประปานั้น ต้องนำน้ำซึ่งเป็นของที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติที่กักเก็บไว้ มาผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอนในการกรอง เติมสารเคมี ตรวจสอบคุณภาพ ฯลฯ กว่าจะมาเป็นน้ำใสๆ ที่พร้อมให้คุณ อุปโภค และบริโภค ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่คุณไขก๊อก เท่านั้น!!

แล้วทีนี้ มันเกี่ยวกับ "ฟอนต์" อย่างไร

"ภาษาไทย มรดกไทย มรดกโลก" วลีนี้จะกล่าวอีกนับร้อยครั้ง ก็คงถูกอีกเป็นร้อยครั้ง ด้วยความเคารพ จริงครับ ภาษาไทย หรืออักษรไทยเป็นมรดกไทยจริงๆ ใครจะมาอ้างเป็นเจ้าของ เห็นทีจะไม่งาม แล้วทีนี้ "ผู้สร้างสรรค์แบบตัวพิมพ์อิเลคทรอนิค" มาเก็บเงินเราได้อย่างไร? มาอ้างว่าเป็นเจ้าของ "ฟอนต์" ตระกูลนั้นตระกูลนี้ได้อย่างไร?

ถูกแล้ว การที่ผู้สร้างสรรค์ "ฟอนต์" ออกมาเรียกเก็บเงินค่า "ฟอนต์" มันก็คล้ายๆกับการที่ การประปามาเรียกเก็บค่าน้ำคุณนั่นแหละ เหมือนกันตรงไหนบ้าง.. ผมจะยกมา 3 ประเด็นใหญ่ๆ พอให้เห็นภาพ (ที่จริงมีมากกว่านั้น)

1.
๏ การประปา ไม่ใช่เจ้าของ "น้ำ" ตัวจริง (น้ำเป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ)
• ผู้สร้างสรรค์ "ฟอนต์" ไม่ใช่เจ้าของภาษาไทยตัวจริง (ภาษาไทยเป็นสิ่งที่กำเนิดขึ้น มาเป็นเวลายาวนาน)

2.
๏ การประปาต้องนำ "น้ำ" ที่เกิดขึ้นและคงอยู่ โดยที่ธรรมชาติเป็นผู้ยินยอม นำมาผ่านกระบวนการมากมาย เริ่มตั้งแต่กระบวนการกรอง การเติมสารเคมี ฯลฯ แล้วสุดทัาย แน่นอนต้องตรวจสอบคุณภาพ เพื่อให้ได้น้ำที่บริ สุทธิ์ สะอาด เพียงพอสำหรับอุปโภค และบริโภค
• ผู้สร้างสรรค์ "ฟอนต์" ต้องนำเอาโครงสร้างที่ พอระบุได้ว่า ไหน "ก" ไหน "ข" (โครงสร้างหมายถึงลายเส้นที่ตรง หรือ โค้งแล้วระบุให้ผู้ที่รู้จักอักษรไทย ว่า ไหน "ก" ไหน "ข") นำมาปรับแต่ง สร้างบุคลิก ให้ดู สง่า เรียบร้อย ขึงขัง หรือแม้กระทั่ง น่ารัก ระบวนการในการสร้างบุคลิกให้กับตัวอักษรแต่ละตัวนี่แหละ ที่เป็นงานยากสำหรับผู้สร้างสรรค์ และยากยิ่งขึ้นที่จะต้องให้ แต่ละตัวนั้น เข้าชุดกัน ..และยากที่สุด เมื่อดำเนินมาถึงขั้นตอน "การตรวจสอบคุณภาพ" สำหรับผู้ที่เคยสร้างสรรค์งานประเภทนี้รู้ดี ว่าการตรวจสอบคุณภาพ เป็นขั้นตอนที่ลำบากขนาดไหน บาง "ฟอนต์" ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบคุณภาพ นานเป็นสัปดาห์ บางแบบนานเป็นเดือน!! เพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพสูง เพียงพอให้ใช้ในงานพิมพ์ งานโฆษณา หรืองานอื่นใดอันเกี่ยวข้องกับอักษรไทย

3.
๏ การที่คุณจะใช้ "น้ำ" ประปานั้น ในการอุปโภค หรือบริโภค เพียงแค่คุณ "ไขก๊อก" เท่านั้น!!
• การที่คุณจะใช้ "ฟอนต์" ในงานของคุณ เพียงแค่คุณ "คลิก" เท่านั้น!!

แท้จริงแล้วยังมีอีกหลายมิติที่เหมือนและต่างกัน ตรงนี้คงต้องฝากให้พวกเราช่วยกันคิดต่อนะครับ ว่าอะไรบ้างที่เหมือน และอะไรบ้างที่ต่างกัน แล้วถ้าจะถามว่า ถ้าเราไม่อยากจ่ายเงินค่าน้ำประปาแล้วอยากใช้น้ำหละ จะทำอย่างไร.. ง่าย นิดเดียว ก็คือไปตักน้ำจาก ห้วย หนอง คลอง บึง แล้วก็ไปซื้อเครื่องกรองน้ำราคาแพง สารเคมีที่จำเป็นต้องใช้ ฯลฯ แล้วก็จัดการกับน้ำที่คุณได้มาฟรีๆ เนื่องจากเป็นสมบัติของชาตินั้น นำมาอุปโภค และบริโภค ได้ อย่างสบายใจ โดยที่ไม่มีใครตำหนิคุณ แต่ถ้าจะให้ง่ายกว่านั้น ก็ไปซื้อน้ำจากการประปา ที่ๆ เค้าพร้อม สำหรับเรื่อง เทคโนโลยี อุปกรณ์ และความชำนาญ ฯลฯ

ในทางเดียวกัน คุณสามารถนำโครงสร้างตัวอักษรไทยที่มีมาแต่เดิมเป็นสมบัติชาติ นำมาสร้างสรรค์ให้สามารถใช้งานได้ โดยเริ่มตั้งแต่ซื้อโปรแกรมสำหรับสร้างสรรค์ "ฟอนต์" ซื้อปรินเตอร์ความละเอียดสูง เพื่อใช้ในการทดสอบ กระดาษ สั่งสมประสบการณ์ ฯลฯ และนั่นแหละจะไม่มีใครตำหนิคุณ และคุณจะได้ใช้ "ฟอนต์" ในแบบที่คุณจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ถ้าจะให้ง่ายกว่านั้น ก็คือ ไปซื้อจากผู้สร้างสรรค์ที่มีประสบการณ์ พร้อมใช้งานทันที

เพียงแค่ "คลิก" เท่านั้น

ด้วยความเคารพอย่างสูง
นายฝากคิด ช่วยพิจจารณา

 
   ไปยังที่มาของบทความ
 แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความนี้
F0NTICLES | T0P